EIC หั่น GDP ปีนี้ ลงมาอยู่ที่ 0.9% พิษโควิดรุนแรง

EIC (Economic Intelligence Center) ธนาคารไทยพาณิชย์ ได้ประมาณการเศรษฐกิจปีนี้ จากเดิม 1.9% มาอยู่ที่ 0.9% เป็นผลจากการระบาดของ COVID-19 เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและขยายตัวในวงกว้าง ซึ่งจะกระทบต่อการอุปโภค-บริโภค มาจากมาตรการล็อกดาวน์ ความกังวลของประชาชนในการใช้จ่ายภายใต้ความไม่แน่นอนที่สูงขึ้น และแผลเป็นเศรษฐกิจที่ลึกขึ้น ขณะที่เงินช่วยเหลือจากภาครัฐยังไม่เพียงพอและทั่วถึง ด้านธนาคารซิตี้แบงก์ ประเทศไทย คาดเศรษฐกิจโลกจะขยายตัวที่ 5% ในปี 64 นี้ และขยายตัวที่ 4.5% ในปี 65 ซึ่งได้แรงหนุนจากภาคธุรกิจบางส่วนที่เริ่มกลับมาเปิดใหม่ […]

เอกชนสุดระทมโควิดซ้ำ 3 ระลอก สภานายจ้างฯชี้เศรษฐกิจเสียหาย 11 ล้านล้าน

สภาองค์การนายจ้างฯประเมินผลกระทบต่อโควิด–19 ตั้งแต่ระบาดรอบแรก เดือน ก.พ. 63 ลากยาวถึงขณะนี้ สร้างความเสียหาย ทำให้มูลค่าเศรษฐกิจไทยหายไปกว่า 11 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 65.3% ของจีดีพี เมื่อเทียบจากฐานปี 2562 โดยได้รับผลกระทบทั้งด้านการส่งออก และรายได้จากการท่องเที่ยวที่สูญหายไปจำนวนมหาศาล โดยแม้ว่าส่งออก 5 เดือนแรกของ ปีนี้จะมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง แต่เศรษฐกิจในประเทศก็ยังทรุดตัวต่อเนื่อง วอนรัฐเยียวยาเต็มที่ลดผลกระทบล็อกดาวน์รอบนี้ที่คาดจะลากยาวเกิน 14 วัน ที่มา : https://www.thairath.co.th/business/economics/2139835

เศรษฐกิจโลก-คู่ค้าฟื้นตัว เกื้อหนุนส่งออกไทยปีนี้โตเกินเป้าหมาย 4%

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ การันตี การส่งออกของประเทศไทย ครึ่งหลังของปีนี้ มีแนวโน้มสดใส หลังเศรษฐกิจโลก-คู่ค้าฟื้น และยังได้ผลดีจากการที่ไทยใช้ดิจิทัล ดันยอดการค้า เชื่อมูลค่าขยายตัวโตเกินเป้าหมาย เป็นพระเอกขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในปีนี้ ทั้งนี้ การทำมินิเอฟทีเอกับไห่หนาน ของจีน, รัฐเตลังกานา อินเดีย, เมืองคยองกี เกาหลีใต้ และเมืองโคฟุ ญี่ปุ่น เพื่อผลักดันการค้าร่วมกัน คาดว่า จะลงนามร่วมกันในเร็วๆนี้ เพื่อทำให้มูลค่าส่งออกในภาพรวมของปีนี้โตกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 4% ที่มา: https://www.thairath.co.th/business/economics/2135252

“โควิด” เครื่องจักรสังหารตลาดหุ้น ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนลดลง

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน ในอีก 3 เดือนข้างหน้า พบว่าปรับตัวลดลง 16.1% จากเกณฑ์ร้อนแรงเดือนก่อนมาอยู่ในเกณฑ์ทรงตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 8 เดือน ปัจจัยที่ฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุนมากที่สุด ได้แก่ โควิด-19 ที่ยืดเยื้อและรุนแรงมากขึ้น เพราะหวั่นว่า แผนการจัดหาวัคซีนและการฉีดไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ฯลฯ ขณะที่นักลงทุนคาดหวังแผนการฉีดวัคซีน จะเป็นปัจจัยหนุนความมั่นใจและตลาดหุ้นมากที่สุด รองลงมาคือการไหลเข้าของเงินทุนและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ ที่มา:https://www.thairath.co.th/business/investment/stockexchange/2133340

ผลสำรวจผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 ต่อภาคธุรกิจไทยรอ “ฟื้นอีกทีปลายปี 65”

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้รายงานผลสำรวจผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 ต่อภาคธุรกิจไทย (BSI COVID) เดือน มิ.ย.2564 โดยพบว่า ระดับการฟื้นตัวของธุรกิจในภาพรวมปรับดีขึ้นเล็กน้อยจากเดือนก่อน แต่ภาคการผลิตเริ่มได้รับผลกระทบจากการติดเชื้อในคลัสเตอร์โรงงาน การขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์และวัตถุดิบ การจ้างงานทรงตัว โดยใช้นโยบายสลับกันมาทำงาน และลดชั่วโมงทำงาน บางธุรกิจปลดคนงานเพิ่ม โดยคาดว่าการฟื้นตัวของธุรกิจจะล่าช้าออกไปอย่างน้อยครึ่งปีหลังของปี 2565 ที่มา: https://www.thairath.co.th/business/feature/2130247

เศรษฐกิจไทยยังลูกผีลูกคน!

น.ส.ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงภาวะเศรษฐกิจเดือน พ.ค.ว่า เศรษฐกิจไทยชะลอตัวลงเป็นเดือนที่ 2 ต่อเนื่องจากเดือน เม.ย.เนื่องจากโควิด-19 ระลอกที่ 3 โดยเห็นการใช้จ่าย และการลงทุนของภาคเอกชนลดลงชัดเจน จากดัชนีความเชื่อมั่นการบริโภคที่ลดลงเป็นประวัติการณ์ติดต่อกันเป็นเดือนที่ 2 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นของธุรกิจใน 3 เดือนข้างหน้าลดลงต่ำกว่าระดับความมั่นใจ ธปท.จะติดตามเศรษฐกิจในส่วนของการใช้จ่าย การลงทุน ตลาดแรงงานในช่วงต่อไปอย่างใกล้ชิด เบื้องต้นพบว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจเดือน มิ.ย.ยังลดลงต่อเนื่อง ที่มา: https://www.thairath.co.th/business/economics/2129356

แรงงานขาดกดทับเศรษฐกิจ ชูนำเข้าต่างด้าวถูกกฎหมาย

นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเมื่อเดือน พ.ค. ที่ผ่านมาว่า ดัชนีความเชื่อมั่นฯอยู่ที่ระดับ 82.3 ปรับตัวลดลงจากระดับ 84.3 เทียบกับเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำที่สุดในรอบ 11 เดือน นับตั้งแต่เดือน ก.ค. 2563 โดยค่าดัชนีความเชื่อมั่นฯปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 เนื่องจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ระลอก 3 ยังไม่คลี่คลายและยังเกิดคลัสเตอร์ใหม่ๆ โดยเฉพาะในโรงงานอุตสาหกรรม รวมถึงกังวลหากเศรษฐกิจจะกลับมาฟื้นแต่แรงงานขาดแคลนกว่า 4 แสนคน […]

‘ผู้ว่าธปท.’คาดเศรษฐกิจฟื้นเท่าก่อนโควิด อาจรอไตรมาสแรก’66

นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เผย สถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ระลอกสามตั้งแต่เดือน เม.ย.ที่ผ่านมา คาดเศรษฐกิจไทยต้องใช้เวลาถึงไตรมาสแรกของปี 66 กว่าจะกลับมาสู่ระดับเดิม ขณะเดียวกันต้องเร่งแก้ปัญหาเรื่องสภาพคล่องของเอสเอ็มอี โดยภาครัฐและ ธปท ได้ออกมาตรการฟื้นฟู ส่วนสถาบันการเงิน มีบทบาทในการเชื่อมต่อข้อมูลจากผู้ประกอบธุรกิจรายใหญ่ในการประสานความช่วยเหลือกับคู่ค้ารายย่อย และปรับแนวทางการปล่อยสินเชื่อ ทั้งนี้ธุรกิจเอสเอ็มอีควรปรับตัวเพื่อให้อยู่รอดและยกระดับการจัดการธุรกิจ โดยนำเทคโนโลยีมาใช้มากขึ้นเพราะนอกจากจะนำมาใช้บริหารต้นทุน กำไร ยังสร้างความน่าเชื่อถือให้กับสถานะทางการเงินธุรกิจอีกด้วย ที่มา: https://www.dailynews.co.th/economic/846888

นายกฯ ชี้แจง พ.ร.บ.งบฯ คาด GDP ปี 64 โต 2.5-3.5% ก่อนโตเป็น 4-5% ในปี 65

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ได้ชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้นำเสนอร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2565 โดยมีหลักการที่สำคัญดังนี้ มีการตั้งงบประมาณรายจ่ายไว้ที่ไม่เกิน 3.1 ล้านล้านบาทสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายของหน่วยรับงบประมาณ และเพื่อชดใช้เงินคงคลัง และชดใช้เงินทุนสำรองจ่าย ทั้งนี้ การจัดทำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่าย ประจำปี 65 นี้ อยู่บนสมมติฐานภาวะเศรษฐกิจไทยในปี 2565 ว่าจะขยายตัวได้ 4-5% ที่มา: https://www.infoquest.co.th/2021/91919

ปรับสปีด ฉีดวัคซีน เร่งอัดอีก 7 แสนล้าน ความหวังฟื้นเศรษฐกิจ

ในห้วงที่ประทศไทยต้องสปีดในการจัดหาวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ให้ได้ 100 ล้านโดส ตามเป้าหมายในเบื้องต้นของรัฐบาล และต้องเร่งระดมฉีดให้ครอบคลุม 70% ของจำนวนประชากรภายในปีนี้เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ นำไปสู่การเปิดประเทศเพื่อให้คนทั้งในประเทศและจากต่างประเทศกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ ขณะที่ล่าสุดรัฐบาลเตรียมออก พ.ร.ก. กู้เงินอีก 7 แสนล้านบาท เพื่อใช้ต่อสู้กับโรคโควิด-19 ที่กำลังระบาดรุนแรงในระลอก 3 ที่ต้องทำงานแข่งกับเวลาในการควบคุมโรคให้อยู่ในวงจำกัดภายใน 3 เดือน เพราะไม่เช่นนั้นแล้วงบก้อนใหม่อีก 7 แสนล้านอาจะไม่เพียงพอในการแก้ปัญหา ที่มา : https://www.thansettakij.com/content/Macro_econ/481555